หลังจากที่ชอน ไดซ์ กุนซือหนุ่มชาวอังกฤษพาเบิร์นลี่ย์คว้าแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิป และสามารถพาทีมขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในปี 2016 พวกเขาก็สามารถทำอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ ใน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยฤดูกาลแรกที่พวกเขาขึ้นชั้นมาก็ยังต้องดิ้นรนอยู่เล็กน้อย แต่พวกเขาก็ยังเก็บได้ถึง 40 คะแนน ซึ่งก็เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่จะรอดจากการตกชั้นพอดี ซึ่งพวกเขาจบอันดับที่ 16 ของตาราง ส่วนเมื่อฤดูกาลที่แล้วคือฤดูกาลที่สุดยอดของทีมเบิร์นลี่ย์ เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นไปจบอันดับที่ 7 ของตารางได้สำเร็จ ซึ่งเท่ากับว่าเบิร์นลี่ย์เป็นรองเพียงพวกท็อป 6 เท่านั้น และสุดท้ายยังได้โบนัสไปเล่นในฟุตบอลยูโรป้า ลีกรอบคัดเลือกอีกด้วย โดยพวกเขามีจุดเด่นที่แนวรับที่เล่นกันได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งเบ็น มี เจมส์ ทาร์คอฟสกี้ และสตีเฟ่น วอร์ด ที่เหนียวแน่นสุดๆ และพวกเขาเสียประตูน้อยมากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ผลงานของทีมดีไปด้วย

แต่ดูเหมือนว่าการที่พวกเขาได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปรอบคัดเลือกจะเป็นดาบสองคม เมื่อทำให้โปรแกรมในช่วงต้นฤดูกาลนั้นถี่ยิบ และด้วยการที่พวกเขามีผู้เล่นอยู่ในทีมน้อย และไม่สามารถจัดการโรเตชั่นนักเตะได้ รวมถึงตัวกุนซืออย่างชอน ไดซ์ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในการหมุนเวียนนักเตะด้วย เนื่งอจากพวกเขาก็มักจะใช้นักเตะชุดเดิมๆ ลงสนามเป็นประจำเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมานักเตะของพวกเขาเหมือนกับเกิดอาการเร่งไม่ขึ้น และช็อตไปดื้อๆ และเก็บได้เพียงแค่คะแนนเดียวเท่านั้นจาก 4 นัด ทำให้สถานการณ์ของทีมต้องตกไปอยู่โซนท้ายตาราง และทำท่าว่าฤดูกาลนี้น่าจะเป็นฤดูกาลแห่งความเป็นจริงที่พวกเขาอาจจะต้องดิ้นรนหนีการตกชั้นเสียแล้ว และ 4 นัดที่ผ่านมาเบิร์นลี่ย์กลับเสียไปถึง 9 ประตู ทั้งๆ ที่เกมรับของพวกเขานั้นยอดเยี่ยมมากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งยังดีที่มีช่วงเบรคพักให้เวลากับทีมชาติได้ทำการแข่งขันบ้าง ทำให้เบิร์นลี่ย์จะได้พักหายใจ และปรับจูนทีมกันใหม่ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งเปรียบเสมือนระฆังที่เข้ามาช่วยพวกเขาไว้พอดี ซึ่งชอน ไดซ์จะได้มีเวลาประมาณ 14 วันในการแก้ไขจุดบกพร่องของพวกเขาในช่วงต้นฤดูกาล ก่อนที่จะกลับมาเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกพบกับวูล์ฟส์แฮมตันในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเบิร์นลี่ย์จะต้องบุกไปเยือนทีมฟอร์มแรงที่ถิ่นโมลินิวซ์ กราวน์ด้วย และพวกเขาต้องการแต้มเพื่อเป็นจุดเปลี่ยน และจุดประกายให้กับทีมหลังจากนี้ด้วย